โฮมสเตย์

 วิวัฒนาการชุมชนปากน้ำประแส

ชุมชนปากน้ำประแสเป็นชุมชนริมแม่น้ำที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาโดยมีฐานะเป็นเมือง เรียกว่า “เมืองประแส” ข้อมูลจากรายงานการตรวจราชการของสาธารณสุขมณฑลจังหวดจันทบุรี ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2473 จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี (อ้างถึงในอังคณา แก้วคำหา, 2550, หน้า 46) พบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวตลาดปากน้ำประแสถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในขณะนั้น ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มีทั้งชาวไทยและชาวจีนโดยเกือบครึ่งมีเชื้อสายจีน พื้นที่ชุมชนประแสมีทั้งส่วนที่ติดริมน้ำและด้านในที่ไม่ติดริมน้ำ ประชากรเกือบครึ่งที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำประกอบอาชีพประมง ขณะที่ประชากรที่ตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่ด้านในไม่ติดริมน้ำตั้งแต่หน้าวัดตะเคียนงามไปจรดทุ่งคลองปูนประกอบอาชีพทำนา ทำสวน เช่น สวนมะม่วง เป็นหลัก เดิมที่ยังไม่มีถนนสุขุมวิทตัดผ่านชาวบ้านในชุมชนใช้การสัญจรไปมาด้วยการเดินเท้า เกวียน เรือ และมีเรือยนต์ขนส่งขนาดใหญ่ของบริษัทอีสต์เอเชียติกเพื่อขนส่งทั้งผู้คนและสินค้าระหว่างภูมิภาคตะวันออกกับกรุงเทพฯ โดยมีสินค้าที่สำคัญ เช่น กะปิ อาหารทะเลแห้ง ไม้ พริกไทย ทำให้ประแสเปรียบเสมือนศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของภูมิภาค แต่เนื่องจากไม่สามารถหาความหมายของคำว่า “ประแส” ได้ประมาณ พ.ศ. 2489 – 2493 ทางราชการจึงเปลี่ยนชื่อจาก “ประแส” เป็น “กระแส” ซึ่งหมายถึง “กระแสน้ำ”และเปลี่ยนชื่อตำบลว่า “ตำบลปากน้ำกระแส” แต่อย่างไรก็ตามชาวบ้านในชุมชนก็ยังคงเรียกชื่อหมู่บ้านของตนว่า “ประแส” ตามที่เคยเรียกกันมาแต่ดั้งเดิม ต่อมาพระครูประภัทรวิริยคุณ (มาลัย) เจ้าคณะอำเภอแกลง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดตะเคียนงามได้ศึกษาข้อมูลและสันนิษฐานว่า“ประแสร์” น่าจะมีรากศัพท์มาจากภาษาชองซึ่งมาจากคำว่า “พรีแซร์” หรือ “ปรีแซร์” ที่แปลว่า “ทุ่งนา” ขณะเดียวกันก็มีผู้สันนิษฐานว่า คำว่า “ประแส” น่าจะมาจากความหมายที่ว่า “กระแสน้ำจืด” ที่ไหลจากต้นน้ำมา “ประ” (ปะทะ) กับน้ำทะเล (เค็ม) ตรงปากน้ำ จึงเป็นที่มาของการเรียกว่า “ปากน้ำประแส” ในปัจจุบัน (http://www.prasae.com/viewcontent.asp?group=2&contentid=13)

ปัจจุบันชุมชนปากน้ำประแสขึ้นอยู่กับเทศบาลตำบลปากน้ำประแส โดยข้อมูลจากสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลปากน้ำประแส ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2559 มีประชากรในพื้นที่ทั้งสิ้น 5,090 คน 1,888 ครัวเรือน โดยในพื้นที่เทศบาลตำบลปากน้ำประแส แบ่งเป็น 7 ชุมชนคือ ตลาดตอนล่าง ตลาดตอนกลาง ตลาดตอนบน ดอนมะกอกล่าง นาซา แหลมสน และแสมผู้ (http://www.prasae.com/viewcontent.asp?group=2&contentid=13) ในทางภูมิศาสตร์พื้นที่ชุมชนปากน้ำประแสแบ่งเป็น 2 ฝั่งคือ 1) ปากน้ำประแสฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านแหลมสน หมู่บ้านชาวประมงประเภทเรือไดหมึก ซึ่งเป็นเรือประมงขนาดไม่ใหญ่ราคาประมาณ 1-2 ล้านบาท ในพื้นที่มีวัดแหลมสนซึ่งมีเจดีย์เก่าแก่ที่ชาวเรือปากน้ำประแสให้ความเคารพ เนื่องจากพื้นที่ทั้งหมดของบ้านแหลมสนเป็นที่ของวัดแหลมสนชาวบ้านที่อาศัยในฝั่งแหลมสนจึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยยังคงเช่าที่วัดแหลมสนอยู่ เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพประมงจึงใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนเรือขนาดพื้นที่บ้านที่เช่าวัดอยู่จึงไม่กว้างขวางมากนัก 2) ปากน้ำประแสฝั่งตะวันออกเป็นบ้านตลาดประแส ซึ่งเป็นชุมชนใหญ่ที่มีบ้านเรือนหนาแน่น และเป็นที่ตั้งของตลาดหลักของชุมชนคือตลาดประแสซึ่งเปิดขายในช่วงเช้า ในพื้นที่ชุมชนปากน้ำประแสมีวัดสำคัญ 2 แห่งคือ 1) วัดตะเคียนงามตั้งอยู่ฝั่งประแสซึ่งมีต้นตะเคียนใหญ่อายุกว่า 500 ปี และ 300 ปี มีเจ้าแม่ตะเคียนที่ผู้คนนิยมเดินทางมาสักการะ และ 2)วัดสมมติเทพฐาปนารามหรือวัดแหลมสนซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินประพาสเมื่อปี พ.ศ.2427 และมีพระราชดำริให้สร้างอารามไว้ใกล้กับเจดีย์ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของชุมชนปากน้ำประแสสามารถแสดงได้ดังภาพที่ 2.1
ภาพที่ 2.1 พื้นที่ชุมชนปากน้ำประแส

ภาพ : วัดตะเคียนงาม

ภาพ : วัดสมมติเทพฐาปนารามหรือวัดแหลมสน

ภาพบรรยากาศชุมชนประแส

ที่มา:http://nonneenun.com
เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตเทศบาลตำบลปากน้ำประแสเป็นพื้นที่ติดลุ่มแม่น้ำประแสชาวบ้านผู้ชายส่วนใหญ่ที่อาศัยในชุมชนจึงมีอาชีพประมง ทำนากุ้ง เลี้ยงปลาน้ำกร่อยริมฝั่งแม่น้ำ ส่วนชาวบ้านผู้หญิงส่วนใหญ่มีอาชีพแปรรูปอาหารทะเล เช่น ปลาตากแห้ง ปลาแดดเดียว ปลากรอบสามรส กะปิ พื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตเทศบาลตำบลปากน้ำประแสเป็นดินเค็มจึงไม่เหมาะกับการทำการเกษตร นอกจากนี้ก็มีชาวบ้านบางส่วนที่ประกอบอาชีพค้าขายเพื่อขายสินค้าให้กับลูกเรือประมงเพื่อนำไปใช้อุปโภคบริโภคในช่วงออกเรือ
นอกจากอาหารทะเลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากอาหารทะเล เช่น กะปิ น้ำปลา ปลาเค็ม หอยปากเป็ดดอง ปลาฮื้อแซ ปลากรอบ ปลาสามรส และกุ้งหวานแล้วชุมชนปากน้ำประแสยังมีชาใบขลู่และกางเกงเลเป็นสินค้าเด่นประจำชุมชนด้วยเช่นกัน ส่วนอาหารพื้นบ้านที่ขึ้นชื่อของชุมชน ได้แก่ ก๋วยเตี๋ยวผัดเปรี้ยวหวาน ก๋วยเตี๋ยวปลาอินทรีย์ ทอดมันประแส จันรอน และผักกระชับซึ่งเป็นผักพื้นบ้านของจังหวัดระยองลักษณะคล้ายต้นอ่อนทานตะวันที่สามารถนำมาแปรรูปได้หลากหลาย เช่น แกงส้ม ส้มตำ เป็นต้น ส่วนขนมที่ขึ้นชื่อก็คือขนมกะลาซึ่งทำจากน้ำตาลและกะทิใส่ในกระบวยเป็นของหวานที่คนรุ่นก่อนรับประทานกันแต่ปัจจุบันตั้งชื่อใหม่เป็นขนมชารส ขนมบอบแบบที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวใส่ไส้มะพร้าว ส่วนร้านขนมหวานขึ้นชื่อของชุมชนคือร้านขนมเพทายซึ่งขายขนมไทยต่างๆ ในราคาไม่แพง
ชุมชนประแสไม่เพียงมีชื่อเสียงด้านอาหารทะเลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากอาหารทะเลเท่านั้นแต่ในชุมชนยังมีร้านอาหารดังหลายร้านด้วยเช่นกัน ได้แก่ ร้านเจ๊หน่องแซ่บเว่อร์ซึ่งตั้งอยู่ในตลาดชุมชนบ้านเก่าริมน้ำประแสอยู่ติดริมน้ำขายอาหารตามสั่ง อาหารทะเล ร้านหนิงซึ่งตั้งอยู่ระหว่างทางไปตลาดชุมชนบ้านเก่าริมน้ำประแสขายอาหารตามสั่ง ร้านครัวย่าฉิมซึ่งตั้งอยู่ระหว่างทางไปตลาดชุมชนบ้านเก่าริมน้ำประแสขายอาหารตามสั่งเปิดขายในช่วง 15.00-21.00 น. ร้านเจ้นงนารถซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางเข้าอนุสรณ์เรือรบหลวงประแสซึ่งขายก๋วยเตี๋ยว อาหารตามสั่ง จันรอน ผลไม้ น้ำแข็งไส ร้านกุ้งหมูกระทะ สเต็กซึ่งตั้งอยู่ระหว่างทางไปอนุสรณ์เรือรบหลวงประแส ร้านผู้ใหญ่เจี๊ยบซึ่งตั้งอยู่ระหว่างทางไปทุ่งโปรงทองขายก๋วยเตี๋ยวผัดปู เกี๊ยวปลา ยำทะเล เย็นตาโฟเกี๊ยวปลา ข้าวผัดปู ร้านก๋วยเตี๋ยวปลาอินทรีย์แหลมสน ร้านกาแฟจันทร์เจ้า ร้านน้อยกาแฟโบราณ รวมทั้งร้านค้าและร้านอาหารของชาวบ้านในชุมชนบริเวณทุ่งโปรงทอง เรือรบหลวงประแส และแหลมสน
ประเพณีที่สำคัญของชาวชุมชนประแสคือทุกวันเพ็ญ เดือนพฤศจิกายนของทุกปีซึ่งเป็นเทศกาลลอยกระทงชุมชนปากน้ำประแสจะมีการจัดงานทอดผ้าป่ากลางน้ำซึ่งเป็นประเพณีสำคัญที่แปลกตากว่าพื้นที่อื่น เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่ในชุมชนมีอาชีพประมงซึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่ในเรือเกือบตลอด เรือจึงเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง ชาวประมงซึ่งต้องการทำบุญบ้าน (เรือ) เพื่อเป็นสิริมงคลจึงจัดทำบุญทอดผ้าป่าขึ้นในเรือ โดยเป็นประเพณีที่มีมานานกว่า 100 ปี แต่หายไปช่วงหนึ่งจนกระทั่งได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ในงานมีการจัดงานมหรสพ 9 วัน 9 คืน มีกิจกรรมการแข่งเรือพาย การดำน้ำ ว่ายน้ำ มวยทะเล ประกวดเรือ ประกวดร้องเพลง และดนตรี โดยมีทุนขนาดใหญ่จากภายนอกเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนการจัดงาน รวมทั้งมีร้านค้าจากนอกชุมชนเข้ามาจำหน่ายสินค้าด้วยเช่นกัน (ธนิต โตอดิเทพย์, 2556, หน้า 201-203, http://oknation.nationtv.tv/blog/imp/2009/11/15/entry-2)

แผนที่ท่องเที่ยวปากน้ำประแส (Paknam Prasae Map)

ที่มา: https://pantip.com/topic/34856348

ที่มา: http://nonneenun.com

 

แม้เทศบาลตำบลปากน้ำประแสจะแบ่งชุมชนในพื้นที่ออกเป็น 7 ชุมชนก็ตามแต่หากพิจารณาในเชิงภูมิศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวแล้วพบว่าสามารถแบ่งพื้นที่ในชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวออกเป็น 3 ส่วนคือ 1) ปากน้ำประแสฝั่งตะวันตกเป็นที่ตั้งของชุมชนแหลมสนซึ่งมีทั้งโฮมสเตย์ และแหล่งท่องเที่ยว ได้แก่ วัดสมมติเทพฐาปนารามหรือวัดแหลมสน และชายหาดแหลมสน 2) ปากน้ำประแสฝั่งตะวันออกเป็นที่ตั้งของตลาดประแส ชุมชนตลาดบ้านเก่าริมน้ำประแส วัดตะเคียนงาม อนุสรณ์เรือรบหลวงประแส ศาลสมเด็จกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ คานเรือ และโฮมสเตย์ และ 3) ชุมชนแสมผู้เป็นที่ตั้งของทุ่งโปรงทอง และโฮมสเตย์ โดยลักษณะของชุมชนแหลมสน และชุมชนตลาดบ้านเก่าริมน้ำประแสมีพื้นที่ติดริมน้ำทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพประมงเป็นหลัก นอกจากนั้นก็มีอาชีพค้าขาย แปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารทะเล สะพานปลา อู่เรือ ขณะที่ชุมชนแสมผู้มีลักษณะพื้นที่เป็นทุ่งและติดป่าโกงกางชาวบ้านในชุมชนจึงมีทั้งที่ทำนา ทำสวน เผาถ่าน ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน เลี้ยงกุ้ง และรับจ้างทำประมง ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าประมงและธุรกิจที่เกี่ยวข้องเป็นเสมือนเศรษฐกิจหลักของคนในชุมชนประแส
การอธิบายวิวัฒนาการเศรษฐกิจชุมชนชาวประมงปากน้ำประแสเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เห็นภาพว่าการท่องเที่ยวของชุมชนประแสพัฒนามาได้อย่างไร วิวัฒนาการเศรษฐกิจชุมชนชาวประมงปากน้ำประแส (ธนิต โตอดิเทพย์, 2556) เริ่มต้นจาก
1) ยุคการผลิตเพื่อยังชีพ (2452-2500) ในช่วงดังกล่าวทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่ประแสยังคงอุดมสมบูรณ์ ลักษณะการทำประมงจึงยังคงเป็นประมงพื้นบ้านที่ใช้เครื่องมือพื้นบ้านที่ไม่ทันสมัย ต้องอาศัยทักษะการจับปลาแบบพื้นบ้าน เช่น การดูฝูงปลา การฟังปลา ในด้านแรงงานยังคงใช้แรงงานในครอบครัว รวมทั้งมีการจ้างแรงงานในชุมชนแสมผู้ในช่วงที่ว่างงานตามฤดูกาลมาช่วยในการทำประมง ชาวบ้านในชุมชนจึงมีความสัมพันธ์กันดีช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีการนำสินค้ามาค้าขายแลกเปลี่ยนกัน เช่น ข้าวแลกปลา ต่อมาเศรษฐกิจชุมชนชาวประมงปากน้ำประแสเริ่มเข้าสู่ยุคที่สอง
2) ยุคการผลิตรายย่อย (2501-2515) ในช่วงนี้เป็นช่วงที่ประเทศไทยเริ่มมีการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลักภาครัฐจึงเข้ามาส่งเสริมการทำประมงเชิงพาณิชย์มากกว่าการทำประมงพื้นบ้านโดยให้นำเครื่องมือที่ทันสมัย เช่น เรืออวนลาก เข้ามาใช้ในการทำประมงพื้นที่ประแสซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพประมงก็ได้รับอิทธิพลจากการส่งเสริมของภาครัฐด้วยเช่นกัน วิถีการผลิตของคนในชุมชนจึงเปลี่ยนไปสู่การผลิตเพื่อการค้ามากขึ้น ประกอบกับการตัดถนนสุขุมวิทผ่านทำให้การคมนาคมทางน้ำเริ่มลดบทบาทลง และการคมนาคมขนส่งทางบกก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้เศรษฐกิจประแสเติบโต นอกจากนี้ในช่วงเวลาดังกล่าวทรัพยากรทางทะเลยังคงอุดมสมบูรณ์จึงทำให้ชุมชนประแสเติบโตอย่างต่อเนื่องจนเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของประมงประแสก็ว่าได้ และนำมาสู่ยุคที่สาม
3) ยุคการประมงพาณิชย์ (2516-2539) การทำประมงพาณิชย์แม้จะทำให้ชาวประมงมีรายได้สูงแต่ผลจากการส่งเสริมการทำประมงเชิงพาณิชย์ของภาครัฐโดยนำเรืออวนลากที่มีตาถี่เข้ามาใช้ในการประมงทำให้ทรัพยากรทางทะเลลดลงเพราะทำลายลูกสัตว์น้ำ หญ้าทะเล จึงทำให้สัตว์น้ำลดลงและมีขนาดเล็กลง ประกอบกับการประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะของแต่ละประเทศตั้งแต่ปี 2515 ทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรสัตว์น้ำระหว่างประมงพาณิชย์กับประมงพื้นบ้านเพราะประมงพาณิชย์เข้ามาแย่งหาสัตว์น้ำกับประมงพื้นบ้านและนำไปสู่ความขัดแย้ง รัฐจึงเริ่มเข้ามาควบคุมการทำประมงโดยห้ามใช้เรืออวนลาก แล้วหันมาส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเนื่องเช่นการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากการประมงแทน รวมทั้งหันมาอนุรักษ์ฟื้นฟูแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรชายฝั่ง ส่งเสริมการเพาะเลี้ยงโดยเฉพาะกุ้งแทนการจับสัตว์น้ำตามธรรมชาติ แต่เพราะธุรกิจประมงพาณิชย์สามารถสร้างรายได้มหาศาลให้กับชาวประมงลักษณะการทำประมงพาณิชย์จึงทำให้ชาวประมงไทยหันไปร่วมมือกับเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซียเพื่อจับสัตว์น้ำโดยใช้เรือที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และเริ่มเกิดระบบความสัมพันธ์ระหว่างแพปลาและชาวประมงขึ้นมา โดยเจ้าของแพปลาหรือหมายถึงผู้รับซื้อปลาจากชาวประมงจะออกทุนให้ชาวประมงซื้อเรือ ซื้ออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อออกไปจับปลาแล้วนำมาขายให้แพปลาที่เป็นนายทุนโดยเจ้าของแพปลาได้กำไรจากส่วนต่างของราคาซื้อขายปลาจากชาวประมงในสังกัดกับราคาตลาด แพปลาไม่เพียงดูแลชาวประมงในสังกัดในด้านการให้ทุนเท่านั้นแต่ยังดูแลสมาชิกในครอบครัวชาวประมงในสังกัดแบบช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นสัญญาใจระหว่างกันด้วยทำให้พัฒนากลายเป็นระบบอุปถัมภ์แบบพึ่งพาอาศัยกันเพราะแพปลาเองก็ต้องอาศัยชาวประมงออกไปหาปลามาให้ ขณะเดียวกันชาวประมงก็อาศัยแพปลาเป็นแหล่งทุนและตลาด แม้ชาวประมงหลายรายจะประสบความสำเร็จและมีรายได้สูงจากการอุปถัมภ์ภายใต้ระบบแพปลา แต่ก็มีชาวประมงไม่น้อยที่ไม่สามารถผันตนเองมาเป็นเจ้าของเรือประมงขนาดใหญ่ได้ ผลจากทรัพยากรทางทะเลที่ลดลงทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ และความล้มเหลวของชาวประมงบางส่วนที่ไม่สามารถผันตนเองสู่การเป็นเจ้าของเรือประมงขนาดใหญ่ได้ทำให้ประแสเริ่มมองหาทางเลือกเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจของชุมชนและเข้าสู่ยุคที่สี่
4) ยุคการแสวงหาทางเลือก (2540-2552) โดยการพัฒนาประแสให้เป็นเมืองท่องเที่ยวแห่งใหม่ของภาคตะวันออกผ่านวาทกรรม “มาระยองลองไปประแส ฮิ” ผลจากทรัพยากรทางทะเลที่ลดลงจากการทำประมงพาณิชย์ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะความผิดพลาดเชิงนโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริมให้นำเครื่องมือที่ทันสมัย เช่น เรืออวนลาก เข้ามาใช้ในการทำประมงโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว ทำให้ภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนนโยบายโดยการเข้ามาควบคุมประมงเชิงพาณิชย์ที่สร้างความเสียหายให้แก่ทรัพยากรทางทะเล และแนวการปกครองใหม่ของภาครัฐที่หันมาให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจการปกครองสู่ชุมชน ทำให้เริ่มมีการรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ และประเพณีของประแสเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยรื้อฟื้นประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้ำซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนประแสที่มีมากว่าร้อยปีขึ้นมาอีกครั้งในปี 2540 รวมทั้งหันมาฟื้นฟูทรัพยากรป่าชายเลนโดยเฉพาะบริเวณทุ่งโปรงทองที่เคยสวยงามแต่คนในชุมชนไม่เห็นคุณค่าเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว
เดิมชาวบ้านมีการบุกรุกพื้นที่ป่าโกงกางบริเวณทุ่งโปรงทอง ในชุมชนแสมผู้โดยนำไม้โกงกางมาเผาถ่านขายเพื่อเป็นรายได้และส่งลูกหลานเรียนเนื่องจากชาวบ้านยากจนมาก่อนและไม่รู้ว่าการตัดไม้จากป่าโกงกางจะส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ นอกจากนี้ชาวบ้านบางส่วนก็เข้าไปถากถางพื้นที่ตั้งแต่ปี 2520 เพื่อขายที่ดินให้ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันในราคาไร่ละ 150 บาทแล้วผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันนำไปขายต่อให้นายทุนคือบริษัทซีพีอีกที ผู้นำชุมชนในขณะนั้นจึงเริ่มเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและคิดว่าหากเป็นเช่นนี้ในที่สุดพื้นที่ป่าชายเลนซึ่งเคยเป็นแหล่งทำมาหากินก็จะหมดไปลูกหลานจะอยู่ต่อไปอย่างไร ความสวยงามและความอุดมสมบูรณ์ที่เคยมีก็จะหายไป ตั้งแต่ปี 2530 ผู้นำชุมชนในขณะนั้นจึงเริ่มเข้าไปปลูกต้นโกงกางโดยเอาต้นโกงกางไปปักเพื่อให้ขึ้น แต่ปลูกไปเท่าไหร่ชาวบ้านก็ถากถางพื้นที่หมดเพื่อขายให้นายทุน ปี 2542 ผู้นำชุมชนซึ่งมีอาชีพเลี้ยงหอยนางรมจึงลงทุนถมดินเพื่อทำถนนสายท่าเรือ (เดิมเป็นคันนารถไม่สามารถเข้าถึง) เข้าไปยังทุ่งโปรงทองเพื่อให้รถสามารถวิ่งเข้าไปขนถ่ายหอยนางรมได้ พอมาปี 2545 ชาวบ้านบางส่วนก็ยังแอบถากถางป่าเพื่อขายที่ให้นายทุนอยู่ ผู้นำชุมชนและชาวบ้านบางส่วนจึงมาคุยกันเพื่อหาทางอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าโกงกาง โดยหากชาวบ้านเข้าไปลักลอบถากถางป่าผู้นำชุมชนและชาวบ้านบางส่วนที่เห็นความสำคัญของป่าโกงกางก็จะแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐให้มาดำเนินการจับกุม ปี 2546 ผู้นำชุมชนจึงเริ่มเข้ามาอนุรักษ์ดูแลทุ่งโปรงทองอย่างจริงจังเพื่อให้กลับมาสวยงามและอุดมสมบูรณ์ดังเดิม โดยคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความยั่งยืนจึงนำเอาการท่องเที่ยวเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาโดยตอนแรกใช้เงินส่วนตัวของตนเองและลูกหลานประมาณ 170,000 บาทเพื่อมาซื้อไม้ยูคาลิปตัสทำทางเข้าไปยังทุ่งโปรงทองระยะทางประมาณ 40 เมตรเพราะเชื่อว่าหากมีคนเข้าไปเที่ยวทุ่งโปรงทองชาวบ้านก็จะไม่กล้าเข้ามาถากถางที่ดินเพื่อขายให้นายทุนอีก ขณะเดียวกันชุมชนก็ใช้ไม้จากโรงเรียนเก่ามาช่วยกันทำสะพานจากท่าเรือเข้าไปยังทุ่งโปรงทองด้วยเช่นกัน (สัมภาษณ์ลุงชโลม วงศ์ทิม, 5 เมษายน 2561) ปี 2547 ชาวบ้านจึงรวมกันตั้ง “เครือข่ายลุ่มน้ำประแสร์” ภายใต้ “โครงการพลิกฟื้นวิถีชุมชนลุ่มน้ำประแสร์” เพื่อทำกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศของแม่น้ำประแสร์ โดยช่วยกันดูแลรักษา เฝ้าระวัง รวมทั้งต่อสู้กับกลุ่มโรงงานที่ปล่อยน้ำเสีย ปลูกป่าชายเลนเสริม ทำจุลินทรีย์บำบัดน้ำ ปล่อยสัตว์น้ำ และถ่ายทอดความรู้ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าชายเลนสู่เยาวชน ส่งผลให้พื้นที่ป่าชายเลนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (https://pttinternet.pttplc.com/greenglobe/2552/community-02.html)
ขณะเดียวกันเทศบาลตำบลปากน้ำประแสก็เริ่มหันมาใช้นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อเป็นทางเลือกในการสร้างรายได้แก่ชุมชนแทนการประมงซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของชุมชนที่ซบเซาลง โดยทางเทศบาลตำบลปากน้ำประแสได้ของบประมาณจากจังหวัดมาพัฒนาอนุสรณ์เรือรบหลวงประแส โดยวันที่ 25 ธันวาคมปี 46 มีการลากเรือรบหลวงประแสซึ่งเคยร่วมรบในสงครามเกาหลีที่ปลดระวางจากฐานทัพเรือสัตหีบมาตั้งบนสันดอนทรายปากน้ำประแสโดยเดินทางมาถึงเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2546 และค่อยๆ พัฒนาจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว
การพัฒนาประแสให้เป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างครบวงจรไม่เพียงให้ความสำคัญกับการรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ และประเพณีวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชน รวมทั้งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เช่น ทุ่งโปรงทอง และอนุสรณ์เรือรบหลวงประแสเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้มีการทำโฮมสเตย์ในชุมชนด้วยเช่นกัน โดยพัฒนาการของโฮมสเตย์ในพื้นที่ชุมชนปากน้ำประแสเริ่มจากนายเดชฤทธิ์ สิมศิริ ซึ่งเป็นปลัดเทศบาลในขณะนั้นเห็นว่าพื้นที่ชุมชนปากน้ำประแสน่าจะมีการพัฒนาให้เกิดโฮมสเตย์และถนนคนเดินขึ้นเพื่อรองรับการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนเนื่องจากเห็นว่าชุมชนปากน้ำประแสมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายจึงร่วมมือกับคนในชุมชนและหัวหน้าชุมชนโดยมีคุณนรา ชาญวัตถาภรณ์ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้นให้ความร่วมมือโดยทางเทศบาลจัดหางบประมาณให้คนในชุมชนที่สนใจไปศึกษาดูงานและอบรมเกี่ยวกับโฮมสเตย์ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่ตำบลบางน้ำผึ้งปี 2548 หลังจากศึกษาดูงานและอบรมจึงกลับมาคุยกับคนในชุมชนเพื่อทำโฮมสเตย์ร่วมกันโดยได้รับการสนับสนุนการจัดตั้งโฮมสเตย์จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โฮมสเตย์ในระยะแรกเริ่มต้นในปี 2549 เป็นลักษณะโฮมสเตย์แบบพื้นบ้านที่นักท่องเที่ยวมาพักอาศัยและใช้ชีวิตแบบชาวบ้านจริงๆ มีสมาชิกเข้าร่วม 5 หลัง ได้แก่ บ้านแสงมุกดา บ้านคนึงนิจ บ้านกาญจนา บ้านยินดี และบ้านชนะชล (เดิมชื่อบ้านริมน้ำ) นักท่องเที่ยวกลุ่มแรกที่มาพักโฮมสเตย์ประแสคือกลุ่มเทศบาลจากชัยนาทเพื่อนของปลัดเทศบาลนายเดชฤทธิ์ สิมศิริ ซึ่งมาเพื่อศึกษาดูงาน โดยมารสบัส 2 คัน มีการต้อนรับกันที่บริเวณเรือรบหลวงประแส (สัมภาษณ์ป้าวีณา วงศ์ไพศาล, 5 เมษายน 2561) ต่อมาปี 2550 กลุ่มโฮมสเตย์ประแสได้ผ่านการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยจากกรมการท่องเที่ยวและเข้าร่วมประกวดโฮมสเตย์ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและชนะการประกวดคุณนรา ชาญวัตถาภรณ์ จึงได้รับรางวัลไปดูงานด้านการท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่น แต่เมื่อไปดูงานกลับมาแล้วก็เห็นว่าการจัดการการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นไม่สามารถนำมาใช้ในบริบทของประเทศไทยได้ (สัมภาษณ์คุณนรา ชาญวัตถาภรณ์, 28 ธันวาคม 2560) จึงยังคงจัดทำโฮมสเตย์ตามมาตรฐานโฮมสเตย์ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาซึ่งหมายถึง การท่องเที่ยวรูปแบบหนึ่งที่นักท่องเที่ยวจะต้องพักรวมกับเจ้าของบ้านชายคาเดียวกัน โดยมีห้องพักหรือพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านเหลือสามารถนำมาดัดแปลงให้นักท่องเที่ยวได้พักชั่วคราว ซึ่งมีจำนวนไม่เกิน 4 ห้อง มีผู้พักรวมกันไม่เกิน 20 คนโดยมีค่าตอบแทน และจัดบริการสิ่งอำนวยความสะดวกตามสมควร อันมีลักษณะเป็นการประกอบกิจการเพื่อหารายได้เสริม (http://www.homestaythai.net/ Homepages/ ReadPage/2)
ทศวรรษ 2550 ประแสได้มีการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดทั้งในด้านแหล่งท่องเที่ยวและโฮมสเตย์ เดิมทุ่งโปรงทองไม่มีชื่อแต่เพราะเป็นทุ่งที่มีต้นโปรงขาวขึ้นบนโขดทำให้ต้นไม่โตเท่าต้นโปรงทั่วไปแต่เพราะมีใบสีเหลืองคล้ายสีทองชาวบ้าน 4-5 คนจึงเรียกว่าทุ่งโปรงทองหลังจากที่มีการทำสะพานเชื่อมเข้าไปยังทุ่งโปรงทองจนถึงศาลเจ้าพ่อแสมผู้ในปี 2550 (สัมภาษณ์ลุงชโลม วงศ์ทิม, 5 เมษายน 2561) ต่อมาในปี 2554 มีการทำสะพานเชื่อมทุ่งโปรงทองไปด้านเรือรบหลวงประแส แม้ว่าการดำเนินงานของกลุ่มโฮมสเตย์ประแสที่ดูแลโดยเทศบาลตำบลปากน้ำประแสจะจัดให้ลูกค้าไปพักบ้านพักต่างๆ ในจำนวนที่ใกล้เคียงกันเพื่อกระจายรายได้สู่สมาชิกอย่างเท่าเทียมแต่ลูกค้าก็ต้องการไปพักบ้านริมน้ำมากกว่าบ้านสวนแถบทุ่งโปรงทองเพราะบ้านพักริมน้ำมีบรรยากาศสวยกว่าทำให้ในปี 2555กลุ่มโฮมสเตย์ประแสจึงแยกออกเป็น 2 กลุ่มคือ 1) โฮมสเตย์ตามนิยามของกรมการท่องเที่ยว (กลุ่มโฮมสเตย์สิ่งแวดล้อมเชิงอนุรักษ์) ดูแลโดยเทศบาลปัจจุบันมีสมาชิก 5 หลังเป็นลักษณะบ้านสวน เจ้าของบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นกลุ่มศึกษาดูงานของอปท. มาเป็นคณะโดยนั่งรถบัส และ 2) โฮมสเตย์เกินมาตรฐานกรมการท่องเที่ยวเจ้าของบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพประมงหรือทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการประมงจึงมีเงินลงทุนมากพอในการพัฒนาที่พักให้สวยงามเกินมาตรฐานกรมการท่องเที่ยว ส่วนใหญ่รับนักท่องเที่ยวกลุ่มไม่ใหญ่ เช่น ครอบครัว ราคาค่าบริการสูงกว่ากลุ่มแรก (สัมภาษณ์เจ้าของลูกน้ำโฮมสเตย์, 12 มีนาคม 2561, สัมภาษณ์ศิริพร ควรหา, 13 มีนาคม 2561) ขณะเดียวกันในปี 2555 ทางเทศบาลก็ได้ขอให้เจ้าของที่บริเวณทางเข้าทุ่งโปรงทองปรับพื้นที่เพื่อทำเป็นลานจอดรถ 2 เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมทุ่งโปรงทอง โดยเจ้าของที่ค่อยๆ ลงทุนปรับพื้นที่เป็นลานจอดรถทำหลังคาโรงจอดรถ (ส่วนที่มีหลังคาจอดได้ประมาณ 24 คัน) ประมาณ 1,000,000 บาท ทำห้องน้ำสำหรับให้บริการผู้เยี่ยมเยือนอีก 70,000 บาทโดยเก็บค่าใช้บริการห้องน้ำครั้งละ 5 บาทให้ผู้เยี่ยมเยือนหยอดกล่องเอง ตอนแรกจะเก็บค่าจอดรถคันละ 30 บาทแต่เทศบาลเห็นว่าแพงไปจึงลดราคามาที่ 25 บาท แต่ต่อมามีชาวบ้านอีกรายในพื้นที่ใกล้เคียงทำลานจอดรถ 1 เก็บค่าจอดรถเพียง 20 บาททำให้ต้องปรับค่าบริการตามลงมาที่ 20 บาท (สัมภาษณ์นางวารี ธนาพร, 7 เมษายน 2561) ต่อมาปี 2556 มีการจัดงานถนนสายวัฒนธรรมโดยจัดทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และในปี 2558 มีการตั้งกลุ่มเรือนำเที่ยวของชาวบ้านที่มีอาชีพประมงชายฝั่งเพื่อให้บริการเรือนำเที่ยวบริเวณทุ่งโปรงทอง
สำหรับการพัฒนากลุ่มโฮมสเตย์นั้นเมื่อภาครัฐภายใต้รัฐบาล คสช. มีนโยบายเข้มงวดกับชาวประมงมากขึ้นในช่วงประมาณปี พ.ศ.2557 เช่น การควบคุมการจ้างแรงงานต่างด้าวอย่างเข้มงวด การควบคุมการออกเรืออย่างเข้มงวดโดยห้ามออกเรือไปนอกเขตทำให้ชาวชุมชนปากน้ำประแสซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพประมงพาณิชย์มีต้นทุนสูงขึ้นในการต้องดูแลทำใบอนุญาตให้แก่แรงงานต่างด้าว ขณะที่รายได้ลดลงเพราะไม่สามารถออกเรือไปจับสัตว์น้ำนอกเขตได้และทรัพยากรทางทางทะเลก็ลดลงจึงทำให้ชาวประมงบางส่วนตัดสินใจขายเรือเพราะหากทำประมงต่อไปก็ขาดทุนและหันมาทำธุรกิจโฮมสเตย์เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวแทน ประกอบกับความได้เปรียบด้านแหล่งที่ตั้งเพื่อรองรับการท่องเที่ยวของชุมชนปากน้ำประแสก็ดึงดูดให้คนนอกชุมชนมาซื้อที่เพื่อทำโฮมสเตย์ด้วยเช่นกัน ด้วยฐานเงินทุนที่มากขึ้นของผู้ประกอบการโฮมสเตย์รายใหม่ทำให้สามารถพัฒนาโฮมสเตย์ให้เป็นมาตรฐานที่สูงขึ้นกว่าโฮมสเตย์ตามนิยามของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อีกทั้งมีการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวจึงทำให้โฮมสเตย์ในพื้นที่ชุมชนปากน้ำประแสมีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการมากขึ้น
ปัจจุบันโฮมสเตย์ในพื้นที่ชุมชนปากน้ำประแสจึงแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ 1) กลุ่มที่ยังคงทำโฮมสเตย์ตามนิยามของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งได้รับการดูแลสนับสนุนจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและเทศบาลปากน้ำประแส มีสมาชิก 5 หลัง ได้แก่ บ้านแสมผู้ บ้านโปรงทอง บ้านยินดี บ้านอำพร และบ้านลูกน้ำ โฮมสเตย์กลุ่มนี้ตั้งอยู่ในชุมชนแสมผู้ ฝั่งทุ่งโปรงทอง และ 2) กลุ่มที่มีการพัฒนายกระดับมาตรฐานโฮมสเตย์ให้ดีขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการที่พักที่เป็นมาตรฐานมากขึ้น โดยมีสมาชิกเป็นกลุ่มโฮมสเตย์บ้านริมน้ำ 10 หลัง ได้แก่ แสงมุกดาโฮมสเตย์ บ้านชานสมุทรโฮมสเตย์ เกดแก้วโฮมสเตย์ บ้านก๋งจื้อโฮมสเตย์ บ้านวาสนาโฮมสเตย์ บ้านชนะชลโฮมสเตย์ ดีดีโฮมสเตย์ บ้านสุดสาครโฮมสเตย์ บ้านเคียงคลองโฮมสเตย์ และกุ๊กกิ๊กโฮมสเตย์ โดยสมาชิกมีการประชุมกันเดือนละครั้งและเก็บเงินสมาชิกรายละ 500 บาทต่อเดือนเพื่อมาใช้ในการทำกิจกรรมร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีการร่วมมือกันโดยหากมีลูกค้าติดต่อมาพักที่โฮมสเตย์แห่งไหนมากกว่าจำนวนห้องพักที่มีให้บริการก็จะส่งลูกค้าส่วนเกินไปพักกับโฮมสเตย์ในกลุ่มแต่การจัดการท่องเที่ยวสำหรับลูกค้าส่วนเกินยังคงดำเนินการเองโดยโฮมสเตย์ที่ลูกค้าจองมา แม้จะมีการรวมกลุ่มกันแต่ในด้านการจองที่พักนั้นแต่ละโฮมสเตย์ก็มีช่องทางการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าเองโดยผ่านทางโซเชียลมีเดียหลักคือ Facebook และโทรศัพท์ไม่ใช่การจัดให้นักท่องเที่ยวไปพักแต่ละโฮมสเตย์โดยผู้นำกลุ่มอย่างกลุ่มโฮมสเตย์อื่นๆ ตามนิยามของกรมการท่องเที่ยว

เมษายน 6, 2018

 วิวัฒนาการชุมชนปากน้ำประแส

 วิวัฒนาการชุมชนปากน้ำประแ […]
เมษายน 5, 2018

ป้าลำเจียก

ป้าลำเจียก โฮมสเตย์นางลำเจ […]
เมษายน 5, 2018

บ้านแก้วในสวน

บ้านแก้วในสวน บ้านพักโฮมสเ […]
เมษายน 3, 2018

อมราโฮมสเตย์

อมราโฮมสเตย์ เกี่ยวกับ : – […]
เมษายน 3, 2018

แสงมุกดาโฮมสเตย์ (คนึงนิจโฮมสเตย์)

แสงมุกดาโฮมสเตย์ (คนึงนิจโ […]
เมษายน 3, 2018

ดีดีโฮมสเตย์

ดีดีโฮมสเตย์ ที่ตั้งที่พัก […]
เมษายน 3, 2018

มงคลศิริ โฮมสเตย์ ปากน้ำประแส

มงคลศิริ โฮมสเตย์ ปากน้ำปร […]
เมษายน 3, 2018

กุ๊กกิ๊กโฮมสเตย์ (ประแส)

กุ๊กกิ๊กโฮมสเตย์ เกี่ยวกับ […]
เมษายน 3, 2018

บ้านอำพรโฮมสเตย์ (ประแส)

ที่ตั้ง 1 หมู่ 7 (182.32 k […]
เมษายน 3, 2018

บ้านสุดสาคร โฮมสเตย์ ปากน้ำประแส

บ้านสุดสาคร โฮมสเตย์ ปากน้ […]
เมษายน 3, 2018

บ้านมนต์จินดาโฮมสเตย์ ปากน้ำประแส

บ้านมนต์จินดาโฮมสเตย์  ปาก […]
เมษายน 3, 2018

บ้านก๋งจื้อโฮมสเตย์ ปากน้ำประแส

บ้านก๋งจื้อโฮมสเตย์ ปากน้ำ […]
เมษายน 3, 2018

เกดแก้วโฮมสเตย์ (ประแส)

ที่ตั้ง     237/2 หมู่ 2 ต […]
เมษายน 3, 2018

บ้านลูกน้ำโฮมสเตย์ (ประแส)

บ้านลูกน้ำโฮมสเตย์ (ประแส) […]