วิวัฒนาการโฮมสเตย์บ้านคลองหัวช้าง

โฮมสเตย์บ้านคลองหัวช้าง

ตำบลคลองเรือเดิมเป็นป่าผืนเดียวกับเขาใหญ่สมัยก่อนมีการค้าขายทางเรือเป็นหลักจึงมีเรือสินค้าจำนวนมากเข้ามาจอดขนส่งสินค้า และพักในพื้นที่เรื่อยไปจนถึงคลองวิหารแดง ช่วงแรกๆ ของการตั้งชุมชนมีการอพยพชาวบ้านจากจังหวัดอุบลราชธานีมาเพียง 10 กว่าหลังคาเรือน ต่อมากลุ่มคนจากนครนายกได้อพยพเข้ามาและนำเอาวิถีชีวิตแบบลาวพวนเข้ามา เดิมสภาพพื้นที่ตำบลคลองเรือเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์แต่การให้สัมปทานป่าไม้แก่นายทุนและการตัดไม้เพื่อเผาถ่านของชาวบ้านส่งผลให้พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมไปอย่างรวดเร็ว ต่อมาชาวคลองเรือจึงเริ่มปลูกอ้อยในหน้าแล้งควบคู่ไปกับการทำนาแต่เพราะการปลูกอ้อยต้องใช้เงินลงทุนมากจึงก่อให้เกิดปัญหาหนี้สะสม ในระยะหลังช่วงปี พ.ศ.2535 มีโรงงานเซรามิคมาเปิดในพื้นที่ใกล้ๆ ทำให้ชาวบ้านหนุ่มสาวเลือกออกไปทำงานที่โรงงานเซรามิคแทนการทำเกษตรเพราะการทำงานโรงงานไม่เหนื่อยเท่าการเป็นเกษตรกร ชาวบ้านหลายคนจึงตัดสินใจขายที่ทำกินให้นายทุนเพราะคนรุ่นใหม่ไม่ต้องการทำอาชีพเกษตรกรรมต่อ เมื่อกระแสการปลูกยูคาลิปตัสเข้ามาที่ดินกว่าครึ่งที่ถูกนายทุนกว้านซื้อไปก็กลายเป็นพื้นที่ปลูกยูคาลิปตัสโดยมีชาวบ้านกลายเป็นลูกจ้างในการปลูกยูคาลิปตัส เวลาผ่านไปเพียง 2 ปีจากการปลูกยูคาลิปตัสทำให้ผืนแผ่นดินแห้งแล้งและซ้ำเติมความเสื่อมโทรมของพื้นดินและผืนป่า (ปตท. รวมองค์ความรู้ จากโครงการรักษ์ป่า สร้างคน ๘๔ ตำบล วิถีพอเพียง)

หมู่บ้านคลองหัวช้างซึ่งตั้งอยู่ในตำบลคลองเรือนั้นในสมัยก่อนมีความอุดมสมบูรณ์มากและมีลำคลองต้นน้ำที่ไหลจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้ตลอดหมู่บ้าน ลำคลองดังกล่าวช่วงเย็นๆ จะมีช้างลงมากินน้ำเป็นประจำและมีหัวช้างลอยขึ้นมาจากลำคลองให้เห็นจึงได้เรียกลำคลองดังกล่าวว่า คลองหัวช้าง และกลายเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน บ้านคลองหัวช้างก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2536 โดยมีนายสังวาลย์ คชประเสริฐ ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ที่อพยพมาจากบ้านนา นครนายกตั้งแต่เด็กเป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกและดำรงตำแหน่งดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน

บ้านคลองหัวช้างตั้งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 118 กิโลเมตรใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงมีเนื้อที่ของหมู่บ้านรวม 2.88 ตารางกิโลเมตร (1,800 ไร่) โดยพื้นที่ทั้งหมดแบ่งเป็นพื้นที่สำหรับการอยู่อาศัย พื้นที่ทำการเกษตรและปศุสัตว์ และพื้นที่สำหรับทำสาธารณประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งมีการปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดิน การมีคลองสาธารณประโยชน์ที่เป็นต้นน้ำทำให้สภาพพื้นที่เหมาะสำหรับการทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ได้ทุกฤดูกาล อีกทั้งการมีพื้นที่ป่าไม้อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติพระพุทธฉายจึงทำให้หมู่บ้านร่มรื่นเขียวขจี ชาวบ้านในชุมชนมีอาชีพหลักคือการทำการเกษตรแบบผสมผสาน เช่น ทำนา (โดยทำนาปีละครั้ง) ทำสวน เลี้ยงสัตว์ เพาะเห็ดฟางแบบโรงเรือน ปลูกพืชผักสวนครัว กองตับแฝก (หญ้าคา) มุงหลังคา ส่วนอาชีพรองของชาวบ้าน ได้แก่ การทอพรมเช็ดเท้า ปลูกต้นไม้ ปลูกสวนป่ายูคาลิปตัส ผลิตปุ๋ยน้ำชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ ขณะที่มีประชาชนบางส่วนทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมและรับจ้างทั่วไป แม้พื้นที่ในบ้านคลองหัวช้างจะเหมาะแก่การทำการเกษตรแต่ประชากรในหมู่บ้านมีที่ดินส่วนตัวสำหรับใช้ทำการเกษตรน้อยเนื่องจากขายให้นายทุนไปเมื่อเริ่มมีโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาและชาวบ้านหันไปทำงานในโรงงานแทน ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงเช่าที่ดินนายทุนทำการเกษตร

จากปัญหาดินและป่าเสื่อมโทรมจากการเป็นแรงงานรับจ้างปลูกสวนป่ายูคาลิปตัสให้นายทุน การขายที่ดินให้นายทุน วิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ทำให้โรงงานมีการเลิกจ้างพนักงาน และวิกฤติน้ำแล้งในปี พ.ศ.2542 ผู้ใหญ่บ้านจึงร่วมกับคณะกรรมการหมู่บ้านปรึกษาหารือกันเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและทำให้ชุมชนสามารถมีกินมีใช้ได้อย่างยั่งยืนโดยการน้อมนำแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการแก้ไขเพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืนโดย 1) พยายามหาอาชีพเสริมให้คนในชุมชนที่ไม่มีที่ดินทำกินเหลืออยู่เพื่อให้มีรายได้ที่แน่นอนเพิ่มขึ้นด้วยการเริ่มต้นจากการไปดูงานทอพรมเช็ดเท้าที่นครนายก ซึ่งเป็นอาชีพเสริมที่สอดคล้องภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนในพื้นที่ซึ่งเป็นคนอีสานที่ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่จึงมีองค์ความรู้ด้านการทอผ้า การทอเสื่อกกไว้ใช้ในครัวเรือนเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว โดยจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ และใช้เงินกองทุนหมู่บ้านเป็นเงินหมุนเวียนให้ชาวบ้านกู้ยืมจนสามารถจดทะเบียนพรมเช็ดเท้าเป็น OTOP ระดับ 2 ดาวได้ ในปี พ.ศ.2549 และ 2) พยายามลดรายจ่ายต่างๆ โดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงที่ใช้ในการทำการเกษตรโดยหันมาทำการเกษตรปลอดสารพิษ เช่น นำตอซังข้าวไปขายเพื่อใช้ในการเพาะเห็ด การเพาะเห็ดขาย การผลิตปุ๋ยชีวภาพเพื่อขายและใช้ในชุมชน ผลจากการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงโดยการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางทำให้สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ คนในชุมชนส่วนใหญ่มีรายจ่ายลดลง รายได้เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะจากการทอพรมเช็ดเท้า ชุมชนบ้านคลองหัวช้างจึงได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงอยู่เย็นเป็นสุข (Smart Village) ของกระทรวงมหาดไทย และได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นอกจากนั้นชุมชนบ้านคลองหัวช้างยังได้รับรางวัลเขียวขจีดีเด่น เนื่องจากภายในชุมชนมีการปลูกต้นไม้ การจัดระเบียบ การดูแลรักษาความสะอาด และมีการจัดภูมิทัศน์ที่สวยงาม โดยเป็นผลจากการปลูกไม้ล้อมพื้นที่บ้าน การหมักปุ๋ยชีวภาพ การปลูกพืชผักสวนครัว และการเพาะเห็ดโรงเรือน และมีการพัฒนาต่อยอดโดยการตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2550 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดย ในปี พ.ศ.2551 ชุมชนบ้านคลองหัวช้างได้เข้าร่วมโครงการรักษ์ป่า สร้างคน 84 ตำบล วิถีพอเพียงกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เนื่องจากเป็นพื้นที่ซึ่งมีแนวท่อก๊าซของ ปตท. วังน้อยพาดผ่าน และได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดระดับเขต 1 ภาคกลาง โดยขับเคลื่อนกิจกรรมภายในศูนย์และภายนอกศูนย์ ต่อมาในปี พ.ศ.2552 ได้รับคัดเลือกจากจังหวัดสระบุรีให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดสระบุรี ด้วยการจัดโครงการหมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชน การได้รับรางวัลต่างๆ มากมายทำให้มีคนมาศึกษาดูงานที่ชุมชนบ้านคลองหัวช้างมากขึ้น ประกอบกับการได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานโฮมสเตย์ที่อื่นของผู้ใหญ่บ้านทำให้เห็นว่าการพัฒนาให้ชุมชนที่อยู่อาศัยเป็นโฮมสเตย์ไม่เพียงช่วยให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวเท่านั้นแต่ยังมีส่วนทำให้คนในชุมชนร่วมมือกันดูแลรักษาความสะอาดพื้นที่ในชุมชนด้วย ผู้ใหญ่บ้านจึงเริ่มการจัดบ้านพักเป็นโฮมสเตย์เพื่อไว้รองรับนักท่องเที่ยวจนถึงปัจจุบัน โดยเป็นลักษณะโฮมสเตย์ตามมาตรฐานโฮมสเตย์ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่นักท่องเที่ยวจะต้องพักรวมกับเจ้าของบ้านชายคาเดียวกัน เจ้าของบ้านจึงไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากนักเพื่อปรับบ้านเป็นโฮมสเตย์ ปัจจุบันมีโฮมสเตย์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแล้ว 15 หลังและกำลังดำเนินการเพื่อให้ได้รับการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์อีก 10 หลัง

เนื่องจากเป็นชุมชนที่ได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย เป็นต้นแบบหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงอยู่เย็นเป็นสุข รวมทั้งตั้งอยู่ใกล้วัดมงคลชัยพัฒนาซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบและจำลองการทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่และเป็นศูนย์เรียนรู้จึงทำให้โฮมสเตย์บ้านคลองหัวช้างกลายเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่มาจากสิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย และประเทศในกลุ่มอาเซียน รวมทั้งได้รับพระมหากรุณาจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีให้เป็นห้องเรียนมีชีวิตของนายร้อยจปร. ด้วย โดยนักเรียนนายร้อยจปร.ปีละประมาณ 250 คนต้องมาเรียนรู้โดยพักที่โฮมสเตย์บ้านคลองหัวช้างเป็นเวลา 3 วันคือมาวันศุกร์ตอนเย็นและกลับวันอาทิตย์การมาพักที่โฮมสเตย์

บ้านคลองหัวช้างมีกิจกรรมการเรียนรู้วิถีชุมชนที่หลากหลายโดยเป็นลักษณะการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ มีโปรแกรมการท่องเที่ยวเรียนรู้ดูงาน สร้างเครือข่ายท่องเที่ยวตำบลคลองเรือ มีกิจกรรมท่องเที่ยวตั้งแต่ 1 วันจนถึง 4 วัน เช่น นั่งรถอีแต๋นหรือปั่นจักรยานตามเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อไปเรียนรู้ตามฐานเรียนรู้ต่างๆ

1. ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง บ้านคลองหัวช้างมีกิจกรรมการเรียนรู้ตามฐานต่างๆ ดังนี้
ฐานที่ 1 ฐานปุ๋ยจุลินทรีย์ เป็นฐานผลิตปุ๋ยสำหรับชุมชนที่มีทั้งปุ๋ยหมักและอัดเป็นเม็ด ปุ๋ยจุลินทรีย์ประกอบด้วยเศษฟางกับเปลือกถั่วเขียวที่เหลือจากการเพาะเห็ดฟาง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ขี้เห็ด” โดยจะนำมาใส่กองหมักจนย่อยสลายผสมกับน้ำหมักชีวภาพเพื่อให้มีความหนืดสามารถจับตัวเป็นก้อน ผึ่งลมให้แห้งนำไปเป็นปุ๋ยได้ทันที
ฐานที่ 2 ฐานเลี้ยงหมูหลุมหรือหมูป่า หมูป่าจะถูกเลี้ยงเพื่อนำมาจำหน่ายให้เกษตรกรนำไปขยายพันธุ์เพื่อเลี้ยงต่อไป
ฐานที่ 3 ฐานเลี้ยงไก่ไข่และไก่เนื้อ ผลผลิตของฐานนี้ให้สมาชิกในศูนย์ฯ นำไปรับประทาน และใช้ทำอาหารให้กับผู้มาเยี่ยมชมศูนย์ฯ ทั้งกลุ่มสัมมนา หรือนักท่องเที่ยวที่มาพักโฮมสเตย์
ฐานที่ 4 ฐานเลี้ยงกบ การเลี้ยงกบจะใช้อาหารเม็ดเลี้ยงในบ่อปูนมีอิฐบล็อกวางไว้ พร้อมขอนไม้ขนาดใหญ่เป็นเกาะกลางน้ำให้กบขึ้นมาผึ่งตัว ด้านบนเพดานจะติดไฟนีออนเพื่อล่อแมลงให้ตกลงไปเป็นอาหารให้กบ
ฐานที่ 5 ฐานน้ำส้มควันไม้ซึ่งเกิดจากการเผาไม้ในเตาเกิดเป็นควัน ควันถูกดักจับให้กลั่นตัวเป็น หยดน้ำส้มควันไม้ เพื่อใช้ในการฆ่าแมลงตามธรรมชาติ โดยใช้เศษไม้ที่มีในชุมชน นิยมใช้ไม้ไผ่ หรือไม้ยูง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่คิดค้นกระบวนการผลติการทำยาฆ่าแมลงที่ไม่เป็นพิษภัยต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ต่อพื้นดินและสภาวะแวดล้อม น้ำส้มควันไม้จำหน่ายในราคาลิตรละ 651 บาท
ฐานที่ 6 ฐานเตากลั่นน้ำมันตะไคร้หอมที่สามารถป้องกันยุงอย่างได้ผล ขายขวดละ 65 บาท
ฐานที่ 7 ฐานเพาะเห็ดเป็นฐานเรียนรู้และการสาธิตการเพาะเห็ดครบวงจร ตั้งแต่การทำก้อน เชื้อเห็ด การใช้อุปกรณ์ต่างๆ ขั้นตอน กระบวนการ วิธีการดูแลรักษา รวมถึงวิธีการเก็บเกี่ยว ชาวบ้านที่นี่แทบทุกครัวเรือนมีโรงเพาะเห็ดฟาง เห็ดขอน จนได้ชื่อว่า “วิหารแดงเมืองสารพัดเห็ด”
ฐานที่ 8 ฐานทอพรมเช็ดเท้า เป็นฐานที่สี่ร้างงานในยามว่างให้กับผู้หญิงในชุมชน โดยจะนำผ้าเหลือใช้จากโรงงานมาถักทอเป็นพรมเช็ดเท้า มีลวดลายสีสันสวยงามหลากหลาย เป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ในฐานมีการสาธิตการทอด้วยกี่ทอผ้า
ฐานที่ 9 ฐานการปลูกพืชผักผสมผสาน (หน่อข่าอ่อน) ปลูกพืชสวนครัวผสมผสาน ทั้งต้นข่าอ่อน ชะอม พริก มะเขือ แซมด้วยไม้ดอกบางอย่าง นักท่องเที่ยวจะได้ทดลองปอกต้นข่าอ่อน
นอกจากนี้ยังมีสถานที่รวมของชุมชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้อีก เช่น ฐานธนาคารต้นไม้ ไร่นาสวนผสม ครัวเรือนต้นแบบเกษตรอินทรีย์

ภาพ : ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง บ้านคลองหัวช้าง