วิวัฒนาการเกาะเกิด

รายชื่อโฮมสเตย์ภาคใต้
พฤษภาคม 7, 2018
ของฝาก เกาะเกิด จังหวัดอยุธยาฯ
มิถุนายน 19, 2018

วิวัฒนาการเกาะเกิด

วิวัฒนาการเกาะเกิด

วิวัฒนาการด้านการท่องเที่ยวชุมชน

เกาะเกิดตั้งอยู่ในเขตอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 58 กิโลเมตรหรือใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง เกาะเกิดเป็นชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นพื้นที่ซึ่งเคยมีเรือสำเภาจีนมาค้าขายตามลำน้ำเจ้าพระยาแล้วเกิดพายุพัดจนเรือล่มตรงบริเวณหน้าวัดเชิงท่า เมื่อเวลาผ่านไปกระแสน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านพัดพาเอาดินตะกอนมาทับถมกันเป็นเวลายาวนานจนเกิดเป็นเกาะอยู่กลางน้ำ ชาวบ้านจึงเรียกบริเวณนี้ว่า “เกาะเกิด” เดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นป่าดงดิบและป่าไผ่ ต่อมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก ชาวบ้านจึงพากันอพยพลงมาทางท้ายแม่น้ำเจ้าพระยา และถากถางพื้นที่เพื่อทำมาหากิน ชาวบ้านทั่วไปจึงเรียกชาวบ้านที่อาศัยบริเวณเกาะนี้ว่า“ชาวเกาะเกิด” สมัยก่อนการสัญจรไปมายังเกาะเกิดยังต้องใช้เรือเป็นยานพาหนะ ดังนั้นบ้านของชาวเกาะเกิดส่วนใหญ่จึงหันหน้าสู่แม่น้ำ ส่วนหลังบ้านเป็นถนนในชุมชนที่สามารถเข้าถึงทุกซอกซอย อย่างไรก็ตามในช่วงหน้าน้ำพื้นที่บริเวณเกาะเกิดมีน้ำท่วมทุกปีชาวบ้านในชุมชนจึงยังต้องอาศัยเรือในการสัญจรไปมาอยู่ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชนเกาะเกิดส่วนใหญ่มีอาชีพทำการเกษตร เช่น ปลูกข้าวโพด ข้าว หน่อไม้ ตะไคร้ ทำขนม ประมงพื้นบ้านโดยหาปลาและสัตว์น้ำจากแม่น้ำ รวมทั้งทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม โดยชุมชนเกาะเกิดมีคำขวัญว่า “ ชุมชนดี มีภูมิปัญญา งามสง่าหลวงพ่อดำ ถิ่นวัฒนธรรมล้ำเลิศ ก่อเกิดแลกเปลี่ยนเรียนรู้”

 

 

บ้านท้ายวัด หมู่ 5 เป็นชุมชนหนึ่งของตำบลเกาะเกิดมีประชากร 92 ครัวเรือน คนในชุมชนส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ในพื้นที่ชุมชนเกาะเกิดมีวัดสำคัญ 2 แห่งคือ 1) วัดเชิงท่าซึ่งตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาเมื่อ 300 กว่าปี ภายในวัดมีพระพุทธรูปเก่าเนื้อสัมฤทธิ์ ศิลปะขอม ปางห้ามสมุทร ซึ่งอายุ 100 กว่าปีที่พบในแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าวัด ด้านหน้าวัดริมน้ำยังมีต้นโพธิ์ และต้นตะเคียนขนาดใหญ่อายุนับร้อยปีอยู่หลายต้น และมีการตั้งศาลเจ้าแม่ตะเคียน อีกทั้งยังมีอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตั้งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ที่ขึ้นเคียงคู่กับต้นตะเคียนอายุนับร้อยปีด้วย และ 2) วัดพยาญาติหรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า วัดนอก ซึ่งเป็นวัดแรกที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี 2100 วัดพยาญาติตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และสันนิษฐานว่าเป็นวัดพี่วัดน้องกับวัดพระญาติการาม เนื่องจากผู้สร้างวัดซึ่งมียศเป็นพระยาในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นพี่น้องกัน วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อดำปากแดงซึ่งองค์จริงด้านในเป็นทองคำแท้ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาอายุ 300 กว่าปี ใครที่มีเรื่องทุกข์ร้อนใจเมื่อมาบนหลวงพ่อดำก็จะสัมฤทธิ์ผล ด้านหน้าวัดยังมีต้นมะขามยักษ์ 2 ต้นอายุนับร้อยปีซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงปลูกไว้ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของชุมชนเกาะเกิดสามารถแสดงได้ดังภาพที่ 3.1

พื้นที่ชุมชนเกาะเกิด

 

ที่มา: http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/229671

เนื่องจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชนเกาะเกิดส่วนใหญ่มีอาชีพทำการเกษตรจึงทำให้ผลผลิตของชุมชนเกาะเกิดส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสินค้าเกษตร ได้แก่ ผักปลอดสารพิษ หน่อไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ เป็นต้น ด้วยความที่เป็นชุมชนโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาจึงทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ในชุมชนเกาะเกิดมีฝีมือการทำขนมไทยติดตัวกันมาและกลายเป็นผลิตภัณฑ์เด่นของชุมชน ไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์ข้าวยาคู เม็ดขนุน ฝอยทอง ขนมกง หม้อแกง ทองหยอด ตะโก้ ไข่หงส์ ขนมต้ม เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อเสียงให้ชุมชน ได้แก่ ยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพร น้ำกลั่นสกัดเย็นสมุนไพรไล่แมลง ม้ายืน ม้านอน ม้าหัวเข่าเพื่อสุขภาพ

การพัฒนาของชุมชนเกาะเกิดเริ่มเมื่อนางลำพูน พรรณไวย หรือป้าพูนได้เป็นผู้ใหญ่บ้านในปี 2534 ป้าพูนจึงเริ่มต้นพัฒนาชุมชนโดยเริ่มจากการตัดถนน โดยบริจาคที่ของตนเองและขอบริจาคที่จากชาวบ้านมาทำถนนส่วนกลาง และวัดบริจาคดินให้มาถมถนนและอำเภอให้งบประมาณมาใช้ในการขุดดิน ต่อมาจึงขอไฟฟ้า และประปาเข้ามาในชุมชน ส่วนในด้านวิถีการผลิตและเศรษฐกิจชุมชนนั้นเดิมทีลักษณะการผลิตและการขายสินค้าของชาวบ้านในชุมชนเกาะเกิดเป็นแบบต่างคนต่างนำสินค้าไปขายทำให้ไม่มีอำนาจต่อรองจึงขายได้บ้างไม่ได้บ้าง ปี 2536 ป้าพูนจึงเริ่มทำกลุ่มเกษตรกรโดยรวมกลุ่มกันเองมีสมาชิกประมาณ 30 คน โดยต่างคนต่างลงทุนผลิตสินค้าที่ตนเองถนัดเพื่อไปขายร่วมกันที่ตลาด และงานแสดงสินค้าต่างๆ ซึ่งได้รับความร่วมมือในการให้ข้อมูลการจัดงานแสดงสินค้าจากพัฒนาชุมชน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นจึงขอความช่วยเหลือจากเกษตรจังหวัดและพัฒนาชุมชนให้มาช่วยเป็นพี่เลี้ยงแนะนำ ในปี 2537 เกษตรอำเภอบางปะอินจึงมาช่วยให้คำแนะนำด้านอาชีพ เช่น การทำไข่เค็ม การทำกล้วยกวนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจึงตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรพัฒนาอาสาร่วมใจมีสมาชิก 30 คน ร่วมทุนกันคนละ 500 บาทเพื่อมาใช้ในการบริหารจัดการกลุ่มแต่มีคนจ่ายเงินเพียง 20 คน ป้าพูนในฐานะประธานกลุ่มและสมาชิกจึงร่วมกันทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเกษตร เช่น หมู่ 7 เลี้ยงเป็ดมีไข่เป็ดก็นำมาแปรรูปเป็นไข่เค็ม บางคนก็ทำกล้วยกวน มารวมกันขายด้วยกันโดยขายผลิตภัณฑ์ตามที่ตนถนัด แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเพราะขายไม่ได้ ในขณะนั้นป้าพูนก็เริ่มป่วยหนักและอาการป่วยของป้าพูนก็ทรุดลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2536-2537 โดยเป็นทั้งเบาหวาน ภูมิแพ้ ริดสีดวง งูสวัด ตัวบวม น้ำหนักลด ต้องเข้าโรงพยาบาลรักษาอย่างไรก็ไม่หายสมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรพัฒนาอาสาร่วมใจจึงขอถอนหุ้นกันหมดเหลือแต่กรรมการ แต่ป้าพูนก็ไม่ย่อท้อตั้งใจจะพัฒนากลุ่มร่วมกันให้ได้เพื่อให้คนส่วนใหญ่ในชุมชนซึ่งเป็นผู้สูงอายุสามารถมีอาชีพมีรายได้ รู้จักออมไม่เป็นหนี้สิน พึ่งตนเองได้ เพราะชาวบ้านในชุมชนส่วนใหญ่มีรายได้ไม่สูงและระดับการศึกษาก็ไม่สูง เมื่อออกจากโรงพยาบาลกลับมาอยู่บ้านในปี 2537 จึงขอให้ชาวบ้าน 200 คนช่วยกันบริจาคเงินคนละ 100 บาทได้เงินรวม 20,000 บาทเพื่อเป็นเงินทุนระยะยาวของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรพัฒนาอาสาร่วมใจ แต่แล้วป้าพูนก็ต้องเข้าโรงพยาบาลอีก เมื่อออกจากโรงพยาบาลกลับมาอยู่บ้านมีคนเอาเงินมาช่วยให้ป้าพูนรักษาตัว 7,000 บาทป้าพูนจึงนำเงินส่วนนี้มาสมทบเข้ากลุ่มแม่บ้านเกษตรกรพัฒนาอาสาร่วมใจเพื่อให้สมาชิกกู้ยืมเพื่อไปลงทุนประกอบอาชีพโดยมีคณะกรรมการประชุมร่วมกันเพื่ออนุมัติเงินกู้ให้รายละไม่เกิน 2,000 บาทในช่วงแรกที่ยังมีเงินกลุ่มไม่มากนักและเพิ่มเป็น 5,000 บาท 10,000 บาท และเป็น 20,000 บาทในปัจจุบัน โดยผู้กู้ต้องชำระคืนเงินกู้ภายใน 2 ปี หากชำระคืนเงินครบแล้วแล้วสามารถขอกู้ใหม่ได้ ปีแรกเก็บเฉพาะดอกเบี้ยจากผู้กู้ ปีที่สองจึงเก็บทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย โดยเสียดอกเบี้ยร้อยละ 50 สตางค์/เดือน ปัจจุบันมีเงินประมาณแสนกว่าบาท (จากเงินเริ่มต้นเพียง 27,000 บาท) ในปีเดียวกันนี้ป้าพูนก็ได้รางวัลผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยมระดับประเทศ แหนบทองคำ ปืนสั้น จากกระทรวงมหาดไทย

หลังจากนั้นอาการป่วยของป้าพูนก็ทรุดหนักอีกครั้งในปี 2538 โดยไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลราชวิถีแต่อาการก็แย่ลงเรื่อยๆ ถึงขั้นถ่ายไม่ออก แม่ป้าพูนจึงค้นตำรายาของตาทวดของแม่ป้าพูนที่เคยเป็นหมอพื้นบ้านมาทำยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพร (ซึ่งเคยทำกินกันในครอบครัวแต่เพราะขั้นตอนการทำยุ่งยากจึงเลิกทำไป) กลับมาทำอีกครั้งให้ป้าพูนกินควบคู่กับยาที่โรงพยาบาลจัดให้ หลังจากกินยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรมาอย่างต่อเนื่อง ปี 2539 อาการป่วยของป้าพูนก็เริ่มดีขึ้นจึงหยุดกินยาแผนตะวันตก จนกระทั่งปี 2540 อาการป่วยต่างๆ ของป้าพูนก็หายไป ตอนนั้นป้าพูนเป็นประธานสภาตำบลจึงเรียกประชุมสมาชิกสภาตำบลและคิดว่าจะเริ่มทำยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรขายเพราะเห็นตัวอย่างจากตนเองที่กินยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรแล้วหายจากอาการป่วยต่างๆ จึงชักชวนกลุ่มผู้นำร่วมลงทุนกันเพื่อผลิตยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรและพัฒนาพื้นที่ชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ก็ไม่มีใครสนใจและดูถูกว่าชุมชนเกาะเกิดจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างไรเพราะพื้นที่เกาะเกิดไม่มีอะไรน่าสนใจ เมื่อไม่ได้รับความร่วมมือป้าพูนจึงลาออกจากสภาตำบลและมุ่งทำงานผู้ใหญ่บ้านเพียงอย่างเดียว

 

 

ในระหว่างนั้นป้าพูนก็ตัดสินใจนำเงินเก็บที่มีอยู่ประมาณ 3 แสนบาทมายกบ้านให้สูงขึ้นเพื่อให้สามารถใช้ใต้ถุนบ้านที่ปรับพื้นที่แล้วเป็นสถานที่ผลิตยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพร ตอนแรกที่ผลิตยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรขายเป็นการรวมกลุ่มในหมู่พี่น้องและคนสนิท 40 กว่าคนร่วมหุ้นกันหุ้นละ 100 บาทได้เงินรวมประมาณเกือบ 200,000 บาท โดยในปี 2540 ใช้วิธีเร่ขายไปทุกที่โดยมีสมาชิกในกลุ่มร่วมกันทำสินค้าอื่นๆ เช่น ห่อหมก ขนมไทย ไปขายตามงานแสดงสินค้าต่างๆ ช่วงแรกก็ขายไม่ดีทั้งยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรและสินค้าอื่นๆ และมีปัญหาเพราะสถานที่ผลิตยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรไม่ผ่านมาตรฐานเมื่อเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขมาตรวจสอบจึงไม่ผ่านการรับรอง อีกทั้งยังไม่มีเลขทะเบียนยา ทำให้เป็นอุปสรรคในการผลิตยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพร ป้าพูนจึงคิดจะเลิกผลิตยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรขายแต่ผลิตไว้กินเองและแจกสูตรให้กับคนที่สนใจไปผลิตเองแต่ก็ไม่มีใครผลิตเองเพราะขั้นตอนการผลิตยุ่งยากทำให้ป้าพูนยังคงต้องผลิตยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรขายต่อไป

ปี 2541 กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรพัฒนาอาสาร่วมใจเริ่มนำผลิตภัณฑ์ไปขายที่ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่เดือนละ 2-3 ครั้ง ทำให้ผลิตภัณฑ์เริ่มเป็นที่รู้จัก ในปี 2542 จึงเริ่มตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตโดยป้าพูนนำแนวคิดการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตมาจากการที่ตนเองค่อยๆ ออมใส่กระปุกเมื่อเปิดกระปุกมาพบว่ามีเงินหมื่นกว่าบาทจึงเห็นว่าการค่อยๆ ออมเป็นสิ่งที่ดีประกอบกับได้ไปดูงานและวิทยากรเล่าถึงการออมของรัชกาลที่ 7 ที่ค่อยๆ ออมวันละบาทท้ายที่สุดก็สามารถมีเงินจำนวนมากได้ โดยกลุ่มรับสมาชิกไม่เกิน 100 คน การดำเนินการเป็นลักษณะการฝากเงินเพื่อออมทรัพย์โดยสมาชิกอาจฝากเดือนละ 50 บาท 100 บาทแล้วแต่เงินที่มีและห้ามถอนจนกว่าจะครบ 2 ปี ทางกลุ่มนำเงินไปซื้อสลากออมสินและมีเงินปันผลให้สมาชิกทุก 3 ปี ปัจจุบันกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตมีเงินอยู่ประมาณล้านกว่าบาท เหลือสมาชิก 90 คนเพราะสมาชิกบางส่วนอายุมากทำงานไม่ไหวจึงลาออกจากการเป็นสมาชิกไป

ต่อมาปี 2543 คนเริ่มรู้จักยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรมากขึ้นจากการออกขายตามงานแสดงสินค้าต่างๆ และการบอกต่อสรรพคุณของยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพร มีชาวสิงคโปร์ซื้อยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรไปกินแล้วดีจึงมาขอซื้อสูตรยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรจากป้าพูนในราคา 1 ล้านบาทแต่ป้าพูนก็ตัดสินใจไม่ขายสูตรให้เพราะเกรงว่าต่างชาติที่ซื้อไปจะนำไปผลิตแล้วส่งกลับมาขายในประเทศไทยในราคาแพงแม้ว่าตอนนั้นเงิน 1 ล้านบาทจะมีค่ามากสำหรับป้าพูนซึ่งยอดขายยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรก็ยังไม่ได้สูง ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมากลุ่มผลิตยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรเริ่มมีรายได้มากขึ้น รวมทั้งหนังสือพิมพ์เริ่มลงข่าวยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรป้าพูนจึงเริ่มมีกำลังใจ ช่วงปี 2543-2545 แม้จะเริ่มมีคนมาดูงานการผลิตยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรที่ผลิตไว้ก็ยังคงเหลืออยู่จำนวนมากคิดเป็นมูลค่ากว่า 2-3 แสนบาท (หรือประมาณ 2-3 พันกระปุก) อย่างไรก็ตามการไปขายสินค้าที่ธนาคารออมสินทำให้มีผู้บริหารธนาคารออมสินได้รับประทานยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรแล้วได้ผลดีจึงแนะนำให้สถานีโทรทัศน์โมเดิร์น 9 ทีวี มาถ่ายทำรายการภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อประชาสัมพันธ์ยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรให้แก่ชุมชนในช่วงต้นปี 2546 หลังจากนั้นเป็นต้นมาทำให้มีคนมาดูงานมากขึ้นยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรก็ขายดีมากจนหมดสต็อกที่ผลิตเก็บไว้ ป้าพูนจึงระดมเงินจากสมาชิกหุ้นละ 100 บาท ได้เงินทั้งสิ้น 120,000 บาทมาก่อตั้งเป็นกลุ่มสตรีสหกรณ์สมุนไพรอายุวัฒนะขึ้นในปี 2547 เพื่อมาดำเนินการผลิตยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรต่อโดยรับซื้อวัตถุดิบจากในชุมชนเป็นหลัก นอกจากนี้ยังได้รับเงินช่วยเหลือจากสหกรณ์เกษตรบางปะอิน 40,000 บาท เพื่อใช้ในการปรับปรุงสถานที่ผลิตยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรให้ได้มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข ในปีเดียวกันได้มีการจดอนุสิทธิบัตรยาเม็ดลูกกลอนสมุนไพรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ต่อมาในปี 2548 ยาลูกกลอนสมุนไพรอายุวัฒนะได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน โดยได้เงินช่วยเหลืออีก 50,000 บาทจากเกษตรอำเภอบางปะอินในการปรับปรุงสถานที่ผลิต รวมทั้งขึ้นทะเบียนตำรับยาแผนโบราณด้านการผลิตจากกระทรวงสาธารณสุข และได้รับคัดเลือกให้เป็นสินค้า OTOP 4 ดาวของตำบลเกาะเกิด รวมทั้งพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน ตามมาด้วยการเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP Village) และได้รับเลือกเป็นวิสาหกิจชุมชนอันดับ 1 ของอำเภอบางปะอิน

 

 

ด้วยชื่อเสียงของยาลูกกลอนสมุนไพรอายุวัฒนะที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ยาลูกกลอนสมุนไพรอายุวัฒนะไม่เพียงสามารถขายได้ในชุมชน ตำบลอื่นๆ และห้างสรรพสินค้าต่างๆ เท่านั้นแต่ยังส่งผลให้เริ่มมีคนเดินทางมาเพื่อศึกษาดูงานการผลิตยาจำนวนมากตอนแรกเป็นกลุ่มอปท. อสม. โรงพยาบาล และเทศบาล ป้าพูนจึงชักชวนเพื่อนบ้านในชุมชนทำสินค้าที่ตนถนัดมาขาย เช่น ขนมไทย น้ำนมข้าวยาคู ผักผลไม้ ในพื้นที่ที่คนมาดูงาน ทำให้ไม่เพียงสามารถขายสินค้าให้แก่กลุ่มที่มาดูงานได้เท่านั้นแต่ยังเริ่มมีคนมาสั่งสินค้าไปขายต่อ เช่น ขนมไทย น้ำนมข้าวยาคู คนในชุมชนจึงมีรายได้และมีตลาดรองรับ และเริ่มมีคนมาท่องเที่ยวมากขึ้น ป้าพูนจึงคิดทำโฮมสเตย์โดยมีหน่วยงานพัฒนาชุมชนสนับสนุนให้ทำประกอบกับการมีสุขภาพที่ดีขึ้น ในปี 2548 ป้าพูนจึงเริ่มเปิดบ้านตนเองคือบ้านแก้วในสวนให้คนมาพักค้างคืนโดยป้าพูนมีความคิดว่าการเปิดบ้านให้ผู้คนจากที่ต่างๆ เข้ามาพักในชุมชน ไม่เพียงทำให้ผู้คนเหล่านั้นได้มีโอกาสเห็นและเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของชาวบ้านแบบชนบทในตำบลเกาะเกิดเท่านั้น แต่ยังเป็นหนทางในการเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวบ้านซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงและการพึ่งพาตนเอง อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่ออนุรักษ์ประเพณีและวัฒนธรรมของอำเภอบางปะอินด้วยอีกทางหนึ่ง โดยบ้านแก้วในสวนรองรับนักท่องเที่ยวได้ 40 คนให้พักทั้งชั้นบนและชั้นล่างแต่ก็ยังไม่พอรองรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนป้าพูนจึงได้ชักชวนชาวบ้านในชุมชนให้เข้าร่วมกลุ่มโฮมสเตย์เกาะเกิด โดยมีสมาชิกโฮมสเตย์ 25 หลังแต่มีเพียง 10 หลังที่พร้อมรับนักท่องเที่ยว มีการเก็บค่าสมาชิกหลังละ 50 บาทเข้ากลุ่มโฮมสเตย์ และตั้งกลุ่มอาหารโดยมีนางสาวสัมพันธ์ คงชาลี นางเกสร พ่วงตระกูล และนางลำพวน โพธิ์การซึ่งเป็นญาติป้าพูนเป็นผู้ดูแลประกอบอาหารรองรับผู้มาเยี่ยมชมศึกษาดูงานโดยการคิดราคาค่าอาหารนั้นจะให้ผู้มาเยี่ยมเยือนเลือกรายการอาหารแล้วกลุ่มอาหารจะคิดต้นทุนแล้วบวกค่าบริหารจัดการเข้าไป ส่วนอาหารว่างก็ให้คนในชุมชนจัดการโดยคิดค่าอาหารว่างตอนแรก 25 บาท/คน (ปัจจุบัน 35 บาท/คน) โดยหักคนละ 5 บาทเพื่อนำมาจ้างคนมาช่วยต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยือน

เมื่อมีผู้มาเยี่ยมชมมากขึ้นปี 2549 ป้าพูนจึงให้ป้าสุรินทร์ ลาภหนุนมาช่วยเป็นประธานกลุ่มโฮม สเตย์แทนป้าพูน และในปีเดียวกันนี้ป้าพูนก็ได้รางวัลผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยมระดับประเทศ แหนบทองคำ ปืนยาวลูกซอง จากกระทรวงมหาดไทย ขณะเดียวกันในปี 2549 หจก.อยุธยาโบ๊ทแอนด์ทราเวลซึ่งรู้จักกับป้าพูนและเคยพากลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ (ออสเตรเลีย ไอร์แลนด์ อินเดียและนอร์เวย์) ผ่านมาแวะชมวิถีชีวิต ความเป็นอยู่และธรรมชาติริมน้ำในชุมชนเป็นครั้งคราว ได้ตกลงร่วมกับทางชุมชนเพื่อจัดส่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเที่ยวชุมชนทุกเดือนภายใต้โปรแกรมทัวร์ Homestay Explorer and Royal Agricultural Project

ต่อมาในปี พ.ศ.2551 คนเริ่มมาดูงานมากขึ้นถึง 500 คน/เดือนหรือบางทีมากถึง 700-900 คน/เดือนป้าพูนจึงได้ชักชวนให้คุณสุชิน อุ้มญาติ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่สำเร็จการศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ เดิมมีอาชีพขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์เข้ามาช่วยงานเป็นประธานชมรมท่องเที่ยวเกาะเกิด และให้นางนภาภัช พรรณอารามมาช่วยเป็นเลขานุการกลุ่มท่องเที่ยวในการรับนักท่องเที่ยว

ต่อมาปี 2553 กลุ่มโฮมสเตย์เกาะเกิดได้รับมาตรฐานโฮมสเตย์ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจำนวน 9 หลัง หลังจากนั้นก็ได้รับการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเรื่อยมาจนถึงปี 2561 ปัจจุบันมีโฮมสเตย์ที่ผ่านมาตรฐาน 10 หลังสามารถรับนักท่องเที่ยวได้ 80-100 คน/วัน นักท่องเที่ยวที่มาพักส่วนใหญ่เป็นพนักงานอบต. เทศบาล อสม. มาเพื่อดูงานด้านสุขภาพและซื้อสินค้า นักท่องเที่ยวชอบมาพักเพราะอากาศดี โดยเฉลี่ยมาพัก 40-50 คน/ครั้ง ใน 1 เดือนมาประมาณ 7-8 กลุ่ม ราคาค่าที่พักห้องแอร์สำหรับหมู่คณะ (4 คนขึ้นไป) 250 บาท/คน/คืน ห้องพัดลม (5 คนขึ้นไป) 150 บาท/คน/คืน ไม่รวมอาหารเช้า ห้องแอร์สำหรับ 2 คน 400 บาท/คน/คืน ห้องแอร์สำหรับ 1 คน 600 บาท/คืน ไม่รวมอาหารเช้า ห้องแอร์สำหรับ 1 คน 650 บาท/คืน รวมอาหารเช้า

 

 

กลุ่มโฮมสเตย์เกาะเกิดและชาวชุมชนตำบลเกาะเกิดทำการท่องเที่ยวเพราะต้องการให้คนมาศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่นิยมชมชอบวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบชนบท การท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นไม่ได้ต้องการเน้นเรื่องรายได้เพราะเป็นเพียงแค่อาชีพเสริม เพื่อให้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างพอเพียง พอกินพอใช้ อยู่ดีมีสุข ส่วนใหญ่คนที่เปิดโฮมสเตย์จะเป็นคนที่เกษียณแล้วมาอยู่บ้าน โดยจะต้องเป็นบ้านที่สะอาด พร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยว และเป็นเจ้าของบ้านที่ดี ต้องไม่มีสุนัขเพราะว่าถ้ามีอาจจะไม่สะดวกในการพักอาศัยของนักท่องเที่ยว และโฮมสเตย์อาจจะมีเจ้าของบ้านพักอยู่ด้วยหรือไม่อยู่ด้วยก็ได้ เมื่อมีนักท่องเที่ยวติดต่อมาประธานกลุ่มจะโทรศัพท์บอกสมาชิกว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าพักในวันที่เท่าไร จำนวนกี่คน และประธานกลุ่มจะโทรศัพท์หาผู้ที่จัดบ้านให้นักท่องเที่ยวและโทรศัพท์ติดต่อนักท่องเที่ยวอีกทีว่าต้องการห้องพักแบบไหน เสร็จแล้วจะโทรศัพท์หาผู้ที่เป็นเจ้าของโฮมสเตย์ให้เตรียมพร้อมสำหรับต้อนรับนักเที่ยวกลุ่มนั้นๆ

แม้กลุ่มโฮมสเตย์เกาะเกิดต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมทุกปี เช่น ในปี 2560 น้ำท่วมนานถึง 6 เดือนจึงทำให้กลุ่มโฮมสเตย์เกาะเกิดบางหลังไม่สามารถรับนักท่องเที่ยวได้ แต่ก็มีบ้านโฮมสเตย์ด้านนอกที่ไม่ติดริมน้ำจำนวน 5 หลังที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 50 คนตลอดทั้งปี ปัจจุบันชุมชนเกาะเกิดมีโฮมสเตย์ที่ยังคงให้บริการอยู่ทั้งหมด 11 หลัง (รายละเอียดแสดงในตารางที่ 3.1) และเมื่อมีนักท่องเที่ยวมาพักจะหักเงินเข้ากลุ่มบ้านละ 200 บาทต่อการเข้าพักแต่ละครั้ง (เดิมหัก 50 บาท/ครั้ง) เพื่อนำเงินส่วนนี้รวบรวมไว้เป็นกองกลางและเป็นเงินสำรองของกลุ่มต่อไป (เริ่มเก็บเงินครั้งแรกเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2551)

วิวัฒนาการด้านการท่องเที่ยวชุมชนของโฮมสเตย์เกาะเกิดสามารถสรุปให้เห็นภาพรวมในแต่ละช่วงเวลาได้ดังภาพ

วิวัฒนาการด้านการท่องเที่ยวชุมชนของโฮมสเตย์เกาะเกิดตามช่วงเวลา