เทศบาลตำบลปากน้ำประแส จ. ระยอง
เมษายน 2, 2018

วิวัฒนาการประแส

 วิวัฒนาการ

ชุมชนปากน้ำประแสเป็นชุมชนริมแม่น้ำที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาโดยมีฐานะเป็นเมือง เรียกว่า เมืองประแส เนื่องจากไม่สามารถหาความหมายของคำว่า “ประแส” ได้ประมาณ พ.ศ. 2489 – 2493 ทางราชการจึงเปลี่ยนชื่อจาก ประแส เป็น “กระแส” ซึ่งหมายถึง “กระแสน้ำ” และเปลี่ยนชื่อตำบลว่า “ตำบลปากน้ำกระแส” แต่อย่างไรก็ตามชาวบ้านก็ยังคงเรียกชื่อหมู่บ้านของตนว่า “ประแส” ตามที่เรียกกันมาแต่ดั้งเดิม ต่อมาพระครูประภัทรวิริยคุณ (มาลัย) เจ้าคณะอำเภอแกลง เจ้าอาวาส “วัดตะเคียนงาม” ได้ศึกษาและสันนิษฐานว่า”ประแสร์” น่าจะมีรากฐานมาจากภาษาชองซึ่งมาจากคำว่า “พรีแซร์” หรือ “ปรีแซร์” ที่แปลว่า “ทุ่งนา” ขณะเดียวกันก็มีผู้สันนิษฐานว่า คำว่า “ประแส” น่าจะมาจากความหมายที่ว่า “กระแสน้ำจืด” ที่ไหลจากต้นน้ำมา “ประ” (ปะทะ) กับน้ำทะเล (เค็ม) ตรงปากน้ำ จึงเป็นที่มาเรียกว่า “ปากน้ำประแส” (http://www.prasae.com/viewcontent.asp?group=2&contentid=13)

ชุมชนปากน้ำประแสขึ้นอยู่กับเทศบาลตำบลปากน้ำประแส มีประชากรทั้งสิ้น 5,090 คน 1,888 ครัวเรือน โดยแบ่งเป็น 7 ชุมชนคือ ตลาดตอนล่าง ตลาดตอนกลาง ตลาดตอนบน ดอนมะกอกล่าง นาซา แหลมสน และแสมผู้ ในพื้นที่ชุมชนปากน้ำประแสมีวัดสำคัญ 2 แห่งคือ วัดตะเคียนงาม และวัดสมมติเทพฐาปนารามหรือวัดแหลมสนซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินประพาสเมื่อปี พ.ศ.2427 และมีพระราชดำริให้สร้างอารามไว้ใกล้กับเจดีย์

ภาพ : วัดตะเคียนงาม

ภาพ : วัดสมมติเทพฐาปนารามหรือวัดแหลมสน

ภาพบรรยากาศชุมชนประแส

พื้นที่ชุมชนปากน้ำประแสแบ่งเป็น 2 ฝั่งคือ ปากน้ำประแสฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านแหลมสน หมู่บ้านชาวประมง โดยมีวัดแหลมสนซึ่งมีเจดีย์เก่าแก่ที่ชาวเรือปากน้ำประแสให้ความเคารพ ชาวบ้านที่อาศัยในฝั่งแหลมสนไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยเช่าที่วัดแหลมสนอยู่ เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพประมงจึงใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนเรือขนาดพื้นที่บ้านที่เช่าวัดอยู่จึงไม่กว้างขวางมากนัก ส่วนฝั่งตรงข้ามกันเป็นบ้านตลาดประแส ซึ่งเป็นชุมชนใหญ่ที่มีบ้านเรือนหนาแน่น และเป็นที่ตั้งของตลาดหลักของชุมชนคือตลาดประแสซึ่งเปิดขายในช่วงเช้า

แผนที่ท่องเที่ยวปากน้ำประแส (Paknam Prasae Map)

ที่มา: https://pantip.com/topic/34856348

ที่มา: http://nonneenun.com

เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตเทศบาลตำบลปากน้ำประแสเป็นพื้นที่ติดลุ่มแม่น้ำประแสชาวบ้านผู้ชายส่วนใหญ่ที่อาศัยในชุมชนจึงมีอาชีพประมง ทำนากุ้ง เลี้ยงปลาน้ำกร่อยริมฝั่งแม่น้ำ ส่วนชาวบ้านผู้หญิงส่วนใหญ่มีอาชีพแปรรูปอาหารทะเล เช่น ปลาตากแห้ง ปลาแดดเดียว ปลากรอบสามรส กะปิ พื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตเทศบาลตำบลปากน้ำประแสเป็นดินเค็มจึงไม่เหมาะกับการทำการเกษตร นอกจากนี้ก็มีชาวบ้านบางส่วนที่ประกอบอาชีพค้าขายเพื่อขายสินค้าให้กับลูกเรือประมงเพื่อนำไปใช้อุปโภคบริโภคในช่วงออกเรือ

นอกจากอาหารทะเลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากอาหารทะเลแล้วชุมชนปากน้ำประแสยังมีชาใบขลู่และกางเกงเลเป็นสินค้าเด่นประจำชุมชนด้วยเช่นกัน ส่วนอาหารขึ้นชื่อของชุมชน ได้แก่ ก๋วยเตี๋ยวผัดปู ทอดมันประแส ปลาฮื้อแซ และผักกระชับซึ่งเป็นผักพื้นบ้านของจังหวัดระยอง

วันเพ็ญ เดือนพฤศจิกายนของทุกปีชุมชนปากน้ำประแสจะมีการจัดงานทอดผ้าป่ากลางน้ำซึ่งเป็นประเพณีสำคัญที่แปลกตากว่าพื้นที่อื่น เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพประมงซึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่ในเรือเกือบตลอด เรือจึงเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง ชาวประมงซึ่งต้องการทำบุญบ้าน (เรือ) เพื่อเป็นสิริมงคลจึงจัดทำบุญทอดผ้าป่าขึ้นในเรือ โดยเป็นประเพณีที่มีมานานกว่า 100 ปี มีการจัดงานมหรสพประมาณ 3-4 วัน มีการแข่งเรือพาย การดำน้ำ ว่ายน้ำ มวยทะเล ประกวดเรือ ประกวดร้องเพลง และดนตรี (http://oknation.nationtv.tv/blog/imp/2009/11/15/entry-2)

เนื่องจากชุมชนปากน้ำประแสเป็นชุมชนเก่าแก่ริมแม่น้ำที่มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยอยุธยา มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 200 กิโลเมตรหรือใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง อีกทั้งยังมีพื้นที่ติดริมน้ำไม่มีคลื่น ลมสงบบรรยากาศสบายๆ มีอาหารท้องถิ่นหลากหลายโดยเฉพาะอาหารทะเลสดและแห้ง รวมทั้งมีผลิตภัณฑ์ชุมชนที่หลากหลายสามารถซื้อเป็นของฝากได้ทำให้พื้นที่ปากน้ำประแสกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ผู้คนนิยมเดินทางไปท่องเที่ยว ประกอบกับนโยบายรัฐที่เข้มงวดขึ้นในการทำประมงทำให้ชาวบ้านในชุมชนปากน้ำประแสหลายคนหันมาทำโฮมสเตย์เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น

พัฒนาการของโฮมสเตย์ในพื้นที่ชุมชนปากน้ำประแสเริ่มจากนายเดชฤทธิ์ สิมศิริ ซึ่งเป็นปลัดเทศบาลเห็นว่าพื้นที่ชุมชนปากน้ำประแสน่าจะมีการพัฒนาให้เกิดโฮมสเตย์และถนนคนเดินขึ้นเพื่อรองรับการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนเนื่องจากเห็นว่าชุมชนปากน้ำประแสมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายจึงร่วมมือกับคนในชุมชนและหัวหน้าชุมชนโดยมีคุณนรา ชาญวัตถาภรณ์ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้นให้ความร่วมมือโดยทางเทศบาลจัดหางบประมาณให้ไปดูงานและอบรมร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่ตำบลบางน้ำผึ้ง หลังจากดูงานและอบรมจึงกลับมาคุยกับคนในชุมชนเพื่อทำโฮมสเตย์ร่วมกันโดยได้รับการสนับสนุนการจัดตั้งโฮมสเตย์จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โฮมสเตย์ในระยะแรกเริ่มต้นในปี พ.ศ.2549 เป็นลักษณะโฮมสเตย์แบบพื้นบ้านที่นักท่องเที่ยวมาพักอาศัยและใช้ชีวิตแบบชาวบ้านจริงๆ มีสมาชิกเข้าร่วม 5 หลัง ได้แก่ บ้านแสงมุกดา บ้านคนึงนิจ บ้านกาญจนา บ้านยินดี และบ้านชนะชล ต่อมาได้เข้าร่วมประกวดโฮมสเตย์ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและชนะการประกวดคุณนรา ชาญวัตถาภรณ์ จึงได้รับรางวัลไปดูงานด้านการท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่น แต่เมื่อไปดูงานกลับมาแล้วก็เห็นว่าการจัดการการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นไม่สามารถนำมาใช้ในบริบทของประเทศไทยได้จึงยังคงจัดทำโฮมสเตย์ตามมาตรฐานโฮมสเตย์ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาซึ่งหมายถึง การท่องเที่ยวรูปแบบหนึ่งที่นักท่องเที่ยวจะต้องพักรวมกับเจ้าของบ้านชายคาเดียวกัน โดยมีห้องพักหรือพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านเหลือสามารถนำมาดัดแปลงให้นักท่องเที่ยวได้พักชั่วคราว ซึ่งมีจำนวนไม่เกิน 4 ห้อง มีผู้พักรวมกันไม่เกิน 20 คนโดยมีค่าตอบแทน และจัดบริการสิ่งอำนวยความสะดวกตามสมควร อันมีลักษณะเป็นการประกอบกิจการเพื่อหารายได้เสริม (http://www.homestaythai.net/ Homepages/ ReadPage/2)

อย่างไรก็ตาม เมื่อภาครัฐมีนโยบายเข้มงวดกับชาวประมงมากขึ้นในช่วงประมาณปี พ.ศ.2557 เช่น การควบคุมการจ้างแรงงานต่างด้าวอย่างเข้มงวด การควบคุมการออกเรืออย่างเข้มงวดโดยห้ามออกเรือไปนอกเขตทำให้ชาวชุมชนปากน้ำประแสซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพประมงมีต้นทุนสูงขึ้นในการต้องดูแลทำใบอนุญาตให้แก่แรงงานต่างด้าว ขณะที่รายได้ลดลงเพราะไม่สามารถออกเรือไปจับสัตว์น้ำนอกเขตได้จึงทำให้ชาวประมงบางส่วนตัดสินใจขายเรือเพราะหากทำไปก็ขาดทุนและหันมาทำธุรกิจ โฮมสเตย์เพื่อ รองรับนักท่องเที่ยวแทน ประกอบกับความได้เปรียบด้านแหล่งที่ตั้งเพื่อรองรับการท่องเที่ยวของชุมชนปากน้ำประแสดึงดูดให้คนนอกชุมชนมาซื้อที่เพื่อทำโฮมสเตย์ด้วยเช่นกัน ด้วยฐานเงินทุนที่มากขึ้นของผู้ประกอบการโฮมสเตย์รายใหม่ทำให้สามารถพัฒนาโฮมสเตย์ให้เป็นมาตรฐานที่สูงขึ้นกว่าโฮมสเตย์ตามนิยามของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อีกทั้งมีการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวจึงทำให้โฮมสเตย์ในพื้นที่ชุมชนปากน้ำประแสมีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการมากขึ้น ปัจจุบันโฮมสเตย์ในพื้นที่ชุมชนปากน้ำประแสจึงแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ 1) กลุ่มที่ยังคงทำโฮมสเตย์ตามนิยามของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งได้รับการดูแลสนับสนุนจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ 2) กลุ่มที่มีการพัฒนายกระดับมาตรฐานโฮมสเตย์ให้ดีขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการที่พักที่เป็นมาตรฐานมากขึ้น โดยมีสมาชิกเป็นกลุ่มโฮมสเตย์บ้านริมน้ำ 10 หลังได้แก่ แสงมุกดาโฮมสเตย์ บ้านชานสมุทรโฮมสเตย์ เกดแก้วโฮมสเตย์ บ้านก๋งจื้อโฮมสเตย์ บ้านวาสนาโฮมสเตย์ บ้านชนะชลโฮมสเตย์ ดีดีโฮมสเตย์ บ้านสุดสาครโฮมสเตย์ บ้านเคียงคลองโฮมสเตย์ และกุ๊กกิ๊กโฮมสเตย์ โดยสมาชิกมีการประชุมกันเดือนละครั้งและเก็บเงินสมาชิกรายละ 500 บาทต่อเดือนเพื่อมาใช้ในการทำกิจกรรมร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีการร่วมมือกันโดยหากมีลูกค้าติดต่อมาพักที่โฮมสเตย์แห่งไหนมากกว่าจำนวนห้องพักที่มีให้บริการก็จะส่งลูกค้าส่วนเกินไปพักกับโฮมสเตย์ในกลุ่มแต่การจัดการท่องเที่ยวสำหรับลูกค้าส่วนเกินยังคงดำเนินการเองโดยโฮมสเตย์ที่ลูกค้าจองมา แม้จะมีการรวมกลุ่มกันในด้านการจองที่พักนั้นแต่ละโฮมสเตย์ก็มีช่องทางการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าเองโดยผ่านทางโซเชียลมีเดียหลักคือ Facebook และโทรศัพท์ไม่ใช่การจัดให้นักท่องเที่ยวไปพักแต่ละโฮมสเตย์โดยผู้นำกลุ่มอย่างกลุ่มโฮมสเตย์อื่น